Thinking: สร้าง Mindset กระบวนการแก้ปัญหาแห่งอนาคต

October 12, 2020
Noon Ananya

ในปัจจุบัน ชีวิตของเราถูกทำให้ง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงกระบวนการตัดสินใจด้วยเช่นกัน แต่ว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นสามารถเข้ามาแทนที่กระบวนการทั้งหมดได้จริงหรือไม่? ทักษะใดที่เราควรมีไว้เพื่อให้เราอยู่รอดในยุคที่ไม่แน่นอนเช่นนี้

สิ่งนั้นคือกระบวนการแก้ไขปัญหาและคิดวิเคราะห์ เมื่อหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ AI ทั้งหลายสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นย้ำในช่วงระยะเวลาอันสั้น ความสามารถในการอ่านข้อมูลแล้วประมวลผลผ่าน “ระบบ” เป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถทำได้เทียบเท่า AI แต่ในทางกลับกัน สิ่งที่มนุษย์มี แต่หุ่นยนต์ไม่มี คือการวางรากฐานของระบบ การเชื่อมโยง การมองภาพรวมที่มีความเกี่ยวข้องกัน หรือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าใหม่ ๆ อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่แน่นอนเช่นนี้ ทักษะเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างมากกับคนรุ่นใหม่ พนักงาน ไปจนถึงผู้บริหาร ผู้นำองค์กร และเป็นสิ่งที่ทุกบริษัท ทุกองค์กรต้องการจากคนของเขาเช่นกัน

สังเกตได้ในช่วง Covid-19 ที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลได้ออกมาประกาศการหยุด lockdown แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน หากเรารอให้ระบบโปรแกรมประมวลผล เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ให้ เราคงจะต้องใช้เวลาพอสมควรกว่า AI จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสถานการณ์ แต่ในความเป็นจริงผู้ที่ผ่านวิกฤตินี้มาได้ ต้องใช้ทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การเชื่อมโยง ประกอบกับการตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้บริษัทอยูรอดหรือไปต่อได้

ดังนั้นสรุปได้ว่า เราต้องใช้ทักษะกระบวนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดก็ตาม โดยหลักการแก้ไขปัญหานั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่

1. การเตรียมพร้อมและเลือกปัญหาที่จะแก้ไข

2. การวิเคราะห์ปัจจัยเพื่อหา next step ที่ถูกต้อง

ในบทความนี้ เราจะเริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ในส่วนแรก คือ การเตรียมพร้อมและเลือกปัญหาที่จะแก้ไข ซึ่งเป็นส่วนที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก แต่คนมักเพิกเฉยไม่ให้ความสนใจ และมักกระโดดข้ามไปที่ Solution อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม จากที่ได้สอบถามผู้นำองค์กรมากมาย เราได้ค้นพบว่า ส่วนแรกนี้ คือ secret success ที่ทำให้เราสามารถตัดสินใจในสเต็บถัดไปได้อย่างถูกต้อง โดยอาศัยหลักการสำคัญ 4 อย่างด้วยกัน ดังนี้

1. Critical Thinking จุดเริ่มต้นของคำตอบที่ดีมาจากคำถาม

หากธุรกิจของคุณกำลังอยู่ในภาวะตึงเครียด กระแสเงินสดไม่เพียงพอ กำไรติดลบอย่างต่อเนื่อง และมีเวลาเหลืออีกเพียง 30 วันก่อนที่เงินสดจะหมดลง คุณอาจเสียเวลาทั้งหมด ไปกับการคิดหาทางออก และนั่งถามกับตัวเองวนไปวนมาว่า

...เงินไม่พอจะทำอย่างไรดี?
...พนักงาน จะฟ้องคุณเรื่องเงินเดือนที่ไม่ได้รับหรือไม่?
...ลูกค้าที่ไม่พอใจกับคุณภาพจะต่อว่าเราหรือไม่?
...ทำแบบนี้จะดีหรือไม่?

สุดท้าย ก็ไม่ได้คำตอบหรือทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น

แล้วถ้าหากเราเปลี่ยนการตั้งคำถามใหม่

...เงินไม่พอ เรามีอะไรที่สามารถแปลงเป็นเงินมาหมุนก่อนได้หรือไม่?
...หากพนักงานไม่พอใจ อะไรคือสิ่งที่จะยังทำให้เขารู้สึกเข้าใจและเชื่อมั่นเราได้?
…ลูกค้าไม่พอใจคุณภาพ เป็นเพราะอะไร หาทางแก้ไขและชดเชยเพื่อรักษาความเชื่อมั่นได้หรือไม่?
...ข้อดี และข้อเสียของตัวเลือกนี้คืออะไร คุ้มหรือไม่ที่จะต้องแลก?

จะสังเกตเห็นถึงความแตกต่างของคำถามทั้งสองเซ็ต เซ็ตแรกเป็นคำถามที่คุณไม่มีวันรู้คำตอบ และไม่ช่วยให้คุณมีข้อมูลในการตัดสินใจเพิ่มขึ้น ในขณะที่เซ็ตที่สอง ถึงแม้จะไม่ได้ให้คำตอบกับคุณโดยตรง แต่จะทำให้คุณสามารถหาข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจได้มากขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถนำไปสู่ทางเลือกในการแก้ไขปัญหาได้

นี่คือหนึ่งในตัวอย่างของ critical thinking ที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหา การเป็นคนช่างสังเกต ขี้สงสัย และถามเพื่อต่อยอดพัฒนาความคิดหรือข้อมูลใหม่ ๆ หรือแม้กระทั่งทีมที่กำลังคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ เมื่อเป็นสิ่งใหม่ มันคือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงไม่สามารถหาข้อมูลมารองรับ หรือตัวอย่างเพื่อศึกษาได้ แต่กระบวนการตั้งคำถาม จะทำให้ได้คำตอบที่หลากหลายและสร้างสรรค์มากขึ้น ก่อให้เกิด data point เพิ่มเติม สำหรับประกอบการตัดสินใจต่อยอดได้

2. Structural Thinking ปัญหามีมากมายบนโลก แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

เคยไหม? กับบางทีที่เรารู้สึกว่าปัญหา และสิ่งที่ต้องแก้ไขมันมากมายเหลือเกิน เวลา 24 ชั่วโมงต่อวันไม่เพียงพอ ถ้าหากให้เวลาฉันสัก 100 ชั่วโมง เรื่องทั้งหมดจะเป็นเรื่องง่ายทันที แต่ตอนนี้กลับมีเวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมง แล้วฉันจะทำอย่างไรดี จะเริ่มต้นทำอันไหนก่อนดี จากนั้นคุณก็เสียเวลาไปมากกว่า 1 ชั่วโมงกับการลนลาน และสลับงานที่ต้องทำไปมาในขณะที่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

หรือหากปัญหามันยิ่งใหญ่กว่านั้นในระดับองค์กร ยกตัวอย่างเช่น ในเดือนนี้กำไรของบริษัทกำลังลดลงอย่างมาก ภายใน 3 เดือน เราจะต้องทำให้ตัวเลขฟื้นกลับขึ้น คุณจะทำอย่างไร?

แน่นอนว่าภายในระยะเวลา 3 เดือน เราไม่สามารถขยายสาขาเพื่อเพิ่มลูกค้า ลดค่าเช่าเพื่อหักค่าใช้จ่าย เปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรเพื่อปรับลดเงินเดือน และต่าง ๆ อีกมากมายได้ในครั้งเดียว ดังนั้นเราจึงจำเป็นจะต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า Structure Thinking ขึ้นมาเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ โดยเริ่มจาก…

หนึ่ง… ลองแตกความคิด ของเราเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น จะทำอย่างไรหากกำไรตกลง อาจจะแบ่งเป็น การเพิ่มยอดขาย และ การลดรายจ่าย ในแต่ละส่วน สามารถแตกองค์ประกอบต่าง ๆ ได้อีกมากมายดังรูป

สอง… เลือกสิ่งที่ควรจะทำ จะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะสามารถทำทั้งหมด 6 อย่าง ในเวลาเดียวกันด้วยทรัพยากรที่จำกัด ดังนี้ เราจึงจำเป็นที่ละต้องเลือกบางอย่าง โดยอาศัยหลักการ 2 ข้อ ได้แก่ 1.) ผลลัพธ์ สิ่งใดที่จะสามารถช่วยกอบกู้สถานการณ์ได้มากที่สุด 2.) ทรัพยากรของเรา ไม่ว่าจะเป็นเวลา กำลังคน ความรู้ จุดแข็ง เราสามารถทำสิ่งนั้นได้อย่างคุ้มค่าหรือไม่

ในตัวอย่างนี้ หลังจากที่ทีมได้ระดมความคิดกันแล้ว อาจมีข้อสรุปว่า กลุ่มลูกค้าออนไลน์มีขนาดใหญ่ที่สุด และมีอัตราเจริญเติบโตมากที่สุด ดังนั้น เราจะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มยอดขายของคนกลุ่มนี้ ในส่วนของการลดรายจ่าย ในเวลา 3 เดือนไม่น่าสามารถทำได้โดยฉับพลับ และผลลัพธ์ที่ได้ อาจจะไม่ได้มีมากนัก

จะเห็นได้ว่า จากวิธีการดังกล่าวทำให้เราสามารถที่จะโฟัสกัสในสิ่งที่เล็กลงภายใน 3 เดือนได้ แต่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจเช่นเดียวกัน เวลาสำหรับทุกคนล้วนแล้วแต่มีค่า หากเราสามารถเลือกทำได้อย่างถูกที่ ถูกจุด แรงที่เราลงไปจะก่อให้เกิดผลมากกว่ามหาศาล ในยุคการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

3. Logical Thinking เหตุผลและความรู้สึก มักเป็นของคู่กัน

คนเรามักตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ หรือ เหตุผลควบคู่กันเสมอ หลาย ๆ คนมักกล่าวว่า ในการตัดสินใจเรื่องสำคัญในที่ทำงาน เราไม่ควรที่จะใช้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกอย่างควรเป็นไปตามเหตุผล และใช้ข้ออ้างนี้ เป็นคำนิยามของ logical thinking

แต่ว่าในความเป็นจริง เราควรใช้เพียงแต่เหตุผลเช่นนั้นจริงหรือ?

จริง ๆ แล้วอารมณ์ก็คือหนึ่งในเหตุผลของมนุษย์เช่นกัน เพียงแต่เป็นเหตุผลที่เราได้ตัดสินใจอย่างฉับพลันจนเราไม่ทันได้ไตร่ตรอง และตอบสนองออกมาเป็นสิ่งที่เรียกว่าอารมณ์ โดยทฤษฎีนี้ได้ถูกกล่าวถึงโดย Yuval Noah Harari ในหนังสือ 21 Lessons for the 21st Century

ยกตัวอย่างเช่น มีเราทำกรอบรูปที่เรารักมากแตก เราเสียใจจนร้องไห้ออกมาเป็นอารมณ์ แต่จริง ๆ แล้ว สมองเราได้ทำการให้เหตุผลไปเรียบร้อยแล้วว่า กรอบรูปนี้ไม่เพียงแต่มีราคาแพง แต่เราจะไม่สามารถหาสิ่งมาแทนที่มันได้อีกแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

เราดีใจจนเนื้อเต้น เมื่อได้รับโบนัสขึ้นเงินเดือน เป็นอารมณ์ที่ดีและมีความสุข สมองเราได้ให้เหตุผลกับตัวเองไปแล้ว ว่าในปีหน้าลูกของเราคงจะได้มีชีวิตและการศึกษาที่ดีขึ้นแน่ ๆ

หัวหน้างานตัดสินใจให้ลูกน้องที่สนิทได้เลื่อนขั้น ดูเหมือนจะเป็นการตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัว แต่แท้จริงแล้ว การที่หัวหน้าสนิทกับลูกน้องคนนี้เป็นเพราะการทำงานที่ดีเยี่ยม มีความซื่อสัตย์อย่างไร้ที่ติ คงไม่มีใครเหมาะสมไปมากกว่านี้อีกแล้ว

CEO ของบริษัทหนึ่ง ตัดสินใจที่จะปิดธุรกิจร้านอาหาร เพราะตัวเขารู้สึกว่า branding นี้ไปต่อได้ยากโดยเฉพาะในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ แม้จะถูกมองว่าเขาใช้ความรู้สึกส่วนตัวตัดสินอย่างรวดเร็วแทนที่จะถามความเห็นจากฝ่ายการลงทุนก่อน แต่ในความเป็นจริง ลูกค้าจำนวนมากก็รู้สึกอย่างงี้ด้วยเช่นกัน จึงถือเป็นเหตุผลที่หนักแน่นพอ

จะเห็นว่า จากตัวอย่างที่ผ่านมา เรามักแยกเหตุผล และความรู้สึกออกจากกันได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากทั้งสองอย่างมักเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นในความเป็นจริง logical thinking มักมีส่วนของ emotion เข้ามาด้วยอยู่ตลอด เราจึงไม่สามารถที่จะพยายามหยุดใช้อารมณ์ในการตัดสินใจได้ โดยเฉพาะปัญหาที่มีขนาดใหญ่ และมีผลกระทบต่อคนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว พนักงานในบริษัท ลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจ นักลงทุกที่เชื่อมั่นในตัวเรา ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์ทางความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งกับธุรกิจและการตัดสินใจกับเราเสมอ นี่จึงเป็นเหตุผลที่หนักแน่นมากพอสำหรับการใช้ความรู้สึกและสัญชาตญาณบางอย่างในการขับเคลื่อนการตัดสินใจต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังคือ จะต้องไตร่ตรองให้รอบครอบ ก่อนที่จะทำการตัดสินใจ อย่าให้อารมณ์ครอบงำมากจนเกินไป และก่อให้เกิดอคติทางความรู้สึก (Bias)

4. Positive Thinking เมื่อคิดดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง

หากคุณลองถามตัวเองดู ทุกครั้งที่มีปัญหาเข้ามา หัวหน้าเรียกแก้ไขงาน บริษัทประสบกับปัญหารายได้ ลืมหยิบกุญแจก่อนออกจากบ้าน อะไรคือสิ่งที่แล่นเข้ามาในหัว ณ ตอนแรก?

“แย่แล้ว...ไม่น่าเลย รู้งี้น่าจะทำอย่างั้น...ทำไมชีวิตฉันถึงเป็นอย่างงี้…”

จะสังเกตว่า ความคิดเหล่านี้มันเป็นความคิดเชิงลบทั้งสิ้น จากการวิจัยของ Daniel Goleman ความคิดก็เป็นเหมือนกับอาหารของสมอง หากเราได้รับอาหารเชิงลบ สมองมักตอบสนองด้วยการทำงานที่ไม่ดี ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเรามีความคิดว่า “แย่แล้ว ฉันกำลังทำผิดพลาด ฉันต้องถูกไล่ออกแน่ ๆ” หัวใจเราจะเต้นแรงขึ้น ความดันจะเริ่มพุ่งขึ้นสูง สมองจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาก ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบความคิดและสารสื่อสมองของเรา

ดังนั้น ลองสังเกตตัวเองดู และบอกกับสมองของเราด้วยคำพูดเชิงบวก เช่น “...ครั้งนี้พลาด แต่ครั้งหน้าจะเป็นโอกาสที่ดี...ความล้มเหลวเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ เมื่อเรารู้ ครั้งต่อไปเราจะทำได้ดีขึ้น...สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นบททดสอบใหม่ให้เราได้เติบโตขึ้น…” สมองของเราจะตอบสนองด้วยอารมเชิงบวก และรู้สึกสนุก อยากจะทำต่อไป บรรยากาศรอบ ๆ ตัวเรา ทั้งเพื่อนร่วมงานและคนในทีมก็จะดีขึ้นด้วยเช่นกัน

ทั้ง 4 mindset นี้ ถือเป็นเกราะคุ้มกันเพื่อเตรียมพร้อมเราสำหรับการลงมือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และเลือกสิ่งที่จะแก้ไขในส่วนแรก ดังนั้นสิ่งต่อไปที่ผู้นำทุกคนจะต้องลงมือทำต่อคือ การวิเคราะห์ปัจจัยเพื่อหา next step ที่ถูกต้อง ในยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ ทักษะเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างมากกับทุกคน แต่หากยังไม่ได้ถูกนำไปบรรจุอยู่ในระบบการศึกษาและให้ความสำคัญมากพอ คงถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะตระหนักรู้และเริ่มต้นที่จะพัฒนา skill ใหม่ ๆ ของตัวเองเพื่อพัฒนาโลกให้ทันทุกการเปลี่ยนแปลง

พบกับ workshop exclusive สุดเข้มข้น อัดแน่นไปด้วยแนวคิดแก้ปัญหาแบบผู้บริหารโลกอนาคตได้ใน LIVE Class "Krating Teaches Thinking"  โดย คุณ “กระทิง” เรืองโรจน์ พูนผล - Managing Partner 500 TukTuks และผู้บุกเบิกวงการสตาร์ทอัพประเทศไทย ในงาน Education Disruption Conference by DISRUPT วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายนนี้

พิเศษสุด! พบกับเทคนิคและวิธีการแก้ไขปัญหา พร้อมจุดประกายไอเดียไปสู่ความสำเร็จในก้าวถัดไป และครั้งแรก! กับ “Problem Solving Canvas” by Krating Poonpol กับ framework ที่เริ่มต้นจากการตั้งคำถาม อะไรคือโจทย์ที่เราควรตั้ง เพื่อนำไปสู่ Sturcture and Systematic Thinking การคิดเชิงระบบ เพื่อวางแผนเส้นทางสู่การแก้ไขปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ปิดท้ายด้วย Strategic Thinking กับการสร้าง Strategy ที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งอนาคต

สนใจซื้อบัตรร่วมงานได้ที่ https://www.disruptignite.com/conference

#EducationDisruption

Update ความรู้จาก Disrupt ได้ที่ช่องทาง

Contact Us

© Copyright 2020 Disrupt Technology Venture All Rights Reserved