สรุป 3 สิ่งที่ HR ต้องรู้จากงาน L&D Forum 2024 โดย PMAT

June 10, 2024
Yok Thanawan

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Disrupt Technology Venture ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน L&D Forum 2024 ที่จัดโดย PMAT – สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มพูนและพัฒนาศักยภาพของ HR เจ้าของธุรกิจ และองค์กรในด้าน Learning and Development หรือการพัฒนาศักยภาพบุคคลในองค์กรในยุค Disruption 

แม้ว่าคนจะเป็นสินทรัพย์และทรัพยากรที่สำคัญขององค์กร แต่ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมากในยุค Disruption องค์กรจึงมักจะเลือกทุ่มทุนและทรัพยากรต่าง ๆ ไปกับเทคโนโลยีเพื่อตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 

แล้วถ้าการ Disruption ที่เกิดขึ้น…ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีอีกต่อไป องค์กรจะต้องทำอย่างไร?

จะดีกว่าไหมถ้าองค์กรลงทุนในโครงสร้างที่สำคัญที่สุดซึ่งก็คือ ‘คน’ ที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตขององค์กร 

เพราะหากเปรียบองค์กรเป็นเสมือนบ้าน พนักงานคือโครงสร้างของบ้าน และเทคโนโลยีหรือเทรนด์อื่น ๆ ในยุค Disruption คือการต่อเติมบ้าน 🏠

บ้านที่ดี คือบ้านที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงพร้อมสำหรับการอยู่อาศัย หากมีโครงสร้างที่แข็งแรงแล้วนั้น ไม่ว่าจะต่อเติมอีกกี่ครั้ง บ้านหลังนี้ก็ยังคงเป็นบ้านที่สมบูรณ์อยู่เสมอ ในทางกลับกันหากโครงสร้างของบ้านไม่แข็งแรง แม้จะมีการต่อเติมหรือตกแต่งให้ดูสวยงาม แต่คงจะไม่ใช่บ้านที่น่าอยู่เสียเท่าไหร่ อาจจะบ้านที่น่าอยู่อาศัยในช่วงแรก แต่พอได้เข้าไปใช้ชีวิตกลับรู้สึกไม่ปลอดภัย และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากไปกว่านี้เพราะ ‘โครงสร้างไม่แข็งแรง’ 

ดังนั้นองค์กรควรเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแรง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีหรือด้านอื่น ๆในอนาคต Disrupt จึงขอสรุป Key Learning จากงาน L&D Forum 2024 เพื่อให้ HR และองค์กรเตรียมพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอนาคต โดยเฉพาะเรื่องของ ‘คน’ 🚀

Key Highlight

  • AI จะกลายเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน คนจะไม่ได้ถูกแทนที่ด้วย AI แต่คนที่พัฒนาขึ้นหรือเก่งขึ้นเพราะการใช้ AI จะแทนที่แค่คนที่ใช้ AI องค์กรก็เช่นกัน 
  • การแข่งขันจะสูงขึ้น เพราะทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมกัน ทรัพยากรเวลาจะเป็นตัวแปรสำคัญที่บอกว่าใครจะเป็นผู้อยู่รอดในยุค Disruption 
  • บทบาทของ HR จะเปลี่ยนไป และสำคัญกว่าครั้งไหน ๆ HR ้องเก่งรอบด้านทั้งเรื่องคน ธุรกิจ และโลก รวมไปถึงมอง Culture หรือวัฒนธรรมขององค์กรเป็นกลยุทธ์สำคัญในการ Transformation 

🌟 3 Key Learnings จาก L&D Forum 2024 โดย PMAT ที่ HR ต้องรู้และปรับตัวอย่างไรในยุค Disruption 

1. AI จะกลายเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน และไม่อาจหลีกหนีหรือแยกออกจากธุรกิจได้แล้ว 💻

หลาย ๆ คนอาจจะเคยลองใช้ ChatGPT ช่วยเขียนอีเมล หรือใช้ Midjourney ในการช่วยสร้างรูปภาพ เทคโนโลยี Gen AI เหล่านี้กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของทุกคนมากขึ้นในทุก ๆ วัน ความตื่นเต้นเหล่านี้กำลังจะแปรเปลี่ยน ‘ความธรรมดา’ ในชีวิตประจำวัน AI โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Gen AI อาจจะไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอีกต่อไป เพราะทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ในต้นทุนที่ต่ำหรือฟรีเสียด้วยซ้ำ 

แน่นอนว่าการมาถึงของ AI อาจจะทำให้เกิดความกลัวในความไม่แน่นอนในหมู่พนักงานว่า ‘AI’ จะมาแย่งงานของตนหรือไม่ จนมีคำกล่าวออกมาว่า “AI will not replace humans, but humans who use AI will. – AI ไม่ได้จะมาแย่งงานมนุษย์ แต่คนที่ใช้งาน AI เป็นต่างหากที่จะเป็นคนแย่งไป”

ประโยคนี้ไม่ได้ผิดแต่อย่างไร แต่อาจจะไม่ได้สะท้อนภาพแห่งความเป็นจริงของโลกธุรกิจได้ทั้งหมด อย่างที่กล่าวไปว่า AI กำลังจะเป็น General Propose Technology หรือเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน เหมือนกับโทรศัพท์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้เป็นปกติ 

“Humans who improve by using AI will replace humans who ‘just’ use AI.” – คนที่ใช้ AI แล้วเก่งขึ้นจะมาแทนที่คนที่แค่ ‘ใช้’ AI 

การใช้ AI ที่ดีควรจะสร้าง ‘มูลค่าใหม่’ ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การสร้างผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว อย่างเช่น การสร้างรูปภาพหรือเขียนอีเมล การสร้างมูลค่าใหม่สามารถเกิดได้ทั้งรายบุคคลและในระดับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทักษะหรือความรู้ใหม่ การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และการลดทรัพยากรในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ทรัพยากรเวลา’ ดังนั้นคำถามสำคัญในการใช้ AI ไม่ใช่เพียงแค่มันทำอะไรได้บ้าง แต่ “เราจะเก่งขึ้นจากการใช้ AI ได้อย่างไร” หรือ “AI จะสามารถสร้างมูลค่าใหม่ให้ธุรกิจได้อย่างไรบ้าง”

2. การแข่งขันจะสูงขึ้น เพราะทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมกัน ⏲️

อย่างที่กล่าวไปว่าการมาถึง AI จะทำให้ต้นทุนในการทำงานลดลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน ‘ทรัพยากรเวลา’ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่ามหาศาลในโลกธุรกิจ แต่ความมหัศจรรย์ของ AI และเทคโนโลยีต่าง ๆ ในยุคปัจจุบันคือ ‘ต้นทุนที่ถูกลง’ องค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น ช่องว่างทางการแข่งขันจะแคบลง และการแข่งขันจะสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

“และไม่ว่าจะองค์กรเล็กหรือใหญ่… ต้องนึกไว้เสมอว่า ‘เวลาไม่เคยอยู่ข้างเรา’ ” 

ขณะที่การแข่งขันนั้นสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่หลายองค์กรยังไม่สามารถดึงศักยภาพของเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ จากการสำรวจพบว่าต่อให้องค์กรยังไม่นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ แต่พนักงานก็จะ ‘แอบใช้’ เทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อช่วยในการทำงานอยู่ดี แต่ก็ยังเป็นแค่การแอบใช้เพราะไม่อยากได้รับภาระงานเพิ่ม ดังนั้นจะดีกว่าไหมหากองค์กรปรับกระบวนการทำงานให้พนักงาน ‘กล้าใช้’ เทคโนโลยีในการทำงาน เพื่อสร้าง Productivity ในองค์กรอย่างแท้จริง

แล้วองค์กรต้องปรับตัวอย่างไร เพื่อให้คนกล้าใช้เทคโนโลยีในที่ทำงาน?

  • เป้าหมายธุรกิจต้องวางเพื่อ ‘อนาคต’ อย่างแท้จริง

องค์กรต้องวางแผนธุรกิจอนาคตให้ชัด ไม่ใช่เพียงแค่การเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่จะเติบโตและอยู่รอดอย่างไรในอนาคตที่เต็มไปด้วยความผันผวน ผู้บริหารต้องมองภาพให้ขาดว่าทิศทางและเป้าหมายขององค์กรจะเป็นอย่างไร พร้อมกับวางแผนการลงทุนในคน เพราะองค์กรไม่อาจเติบโตได้ด้วยกลยุทธ์ที่ไม่มีคนดำเนินการได้ 

  • เป็นผู้ว่าจ้างเกรด AAA 

การชนะใน Talent War เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่องค์กรต้องทำเพื่อการเติบโต การมี Input ที่ดีมีแนวโน้มที่จะสร้าง Output ที่ดีให้กับองค์กรเช่นกัน ดังนั้นการแย่งชิงคนเก่งเข้ามาในองค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญ การสร้าง Employer Value Proposition หรือคุณค่าที่มีความเฉพาะตัวเพื่อสื่อสารจุดเด่นขององค์กรไปสู่กลุ่มเป้าหมายจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะดึงดูด Talent เข้ามาในองค์กร

ผู้ว่าจ้างเกรด AAA ประกอบไปด้วย

  • Adoption – การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้กับองค์กรในทุกภาคส่วน 
  • Automation – การใช้เทคโนโลยีมาช่วยในงาน Routine และทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน
  • Augmentation – การนำเทคโนโลยีเพื่อมาช่วยสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หรือสร้างมูลค่าใหม่ให้กับองค์กร
  • เข้าใจ Talent Market Dynamic 

แน่นอนว่าการมาของเทคโนโลยีใหม่ย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงความเป็นไปของตลาด Talent เช่นกัน แต่ถึงอย่างไรก็ตามองค์กรต้องมองภาพให้ออกว่า Talents เปลี่ยนไปอย่างไร และมองว่าการมาถึงของ AI จะสร้างคุณค่าหรือผลประโยชน์ใหม่ ๆ ให้กับองค์กรหรือจะดึงดูด Talents ด้อย่างไร 

ยกตัวอย่างเช่น ในสมัยที่การมาถึงของเทคโนโลยีอย่างตู้ ATM ที่มา Disrupt ธุรกิจธนาคาร หลายคนมีความเชื่อว่าธนาคารจะมีการลดจำนวนสาขาลง และมีผลกระทบต่อแรงงานในแวดวงธนาคาร ซึ่งส่งผลให้ขณะนั้นเด็กคนไหนที่อยากจะเรียนคณะบัญชี คงจะเคยโดนเอ็ดจากผู้ใหญ่ว่า “เรียนไปทำไมเดี๋ยวก็ตกงาน” แต่ในปัจจุบันการเติบโตในวงการการเงินและธนาคารก็แสดงให้เห็นว่าความเชื่อนี้ไม่เป็นจริง 

หรือในปัจจุบันที่อาชีพอย่าง Call Center หรือ Customer Service ที่โดนมองว่าจะถูกเข้ามาแทนที่ด้วย Chat Bot เพราะสามารถตอบคำถามได้ตลอดเวลา ด้วยต้นทุนที่ถูกลง แต่ก็มีการพิสูจน์ผ่านการใช้งานหลากหลายกรณีว่าไม่เป็นจริง ผู้บริโภคยังต้องการพูดคุยหรือสื่อสารกับมนุษย์มากกว่าระบบคอมพิวเตอร์อยู่ดี แต่ AI หรือ Gen AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสายงาน Customer Service ได้เป็นอย่างดี โดยช่วยในการตัดสินใจผ่านข้อมูลของลูกค้าในระบบ เพื่อนำเสนอสิ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้มากที่สุดนั่นเอง 

ดังนั้นการมาถึงของเทคโนโลยีใหม่ ≠ การลดจำนวนคนเสมอไป แต่องค์กรต้องเตรียมคนให้พร้อม เปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 

3. บทบาทของ HR จะเปลี่ยนไป และสำคัญกว่าครั้งไหน ๆ ⚽

จะเห็นได้ว่าคนเป็นส่วนประกอบหลักที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนให้กับองค์กร ซึ่งหมายความว่าบทบาทของ ‘HR’ จะเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่เพียงแค่การบริหารคนในองค์กรให้ทำงานได้อย่างมีความสุขอีกต่อไป แต่คือการบริหารคนให้เติบโตและนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ 

แล้ว HR ต้องเตรียมตัวอย่างไรกับบทบาทที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง?

  1. เปลี่ยน Mindset ของการเป็น HR และมุมมองที่มีต่อ ‘คน’

โดยปกติขององค์กรจะมองว่า HR เก่งแค่เรื่องของคน ซึ่งอาจจะเป็นประโยคที่เหมาะสมสำหรับการทำงานในบริบทเดิม แต่สำหรับยุค Disruption นั้น HR ไม่สามารถรู้แค่เรื่องของคนได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจภาพของธุรกิจ และบริบทของสังคมและโลกอีกด้วย สรุปคือ HR ต้องเก่งให้รอบด้านกว่าที่เคย ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ด้าน

📈 Business → เป้าหมายขององค์กร ภาพรวมของอุตสาหกรรม และความเป็นไปได้ในอนาคต

👥 People → ความต้องการ และสถานการณ์ของคนในองค์กร

🌏 World  → ปัจจัยภายนอกที่จะสร้างหรือขัดขวางการเติบโตขององค์กร

นอกจากความรู้รอบด้านแล้วนั้น หนึ่งสิ่งสำคัญสำคัญที่ HR ต้องปรับเปลี่ยนมุมมองของตนเอง และขององค์กรคือเรื่องการลงทุนในคน เนื่องจากการลงทุนในคนเป็นการลงทุนระยะยาว และไม่มีการันตีว่าจะได้กำไรกลับมาเสมอไป ซึ่งต่างจากการลงทุนในเทคโนโลยีหรือระบบต่าง ๆ ที่สามารถจับต้องได้ และเห็นผลอย่างรวดเร็ว ทำให้ Mindset นั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากทั้งตัวองค์กรและ HR เอง 

การเปลี่ยนโครงสร้างหรือพื้นฐานขององค์กรไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ควรจะเปลี่ยน ดังนั้น HR ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนมุมมองของตัวเอง ด้วยการเริ่มจากความต้องการที่จะเปลี่ยนและยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจจะยากและเห็นผลช้า แต่ถ้าไม่เปลี่ยนตอนนี้ ไม่ต้องพูดถึง Digital Transformation ที่ใครหลาย ๆ คนวาดฝัน แต่การอยู่รอดขององค์กรในอนาคตก็อาจจะเป็นไปไม่ได้เช่นกัน 

  

  1. มอง Culture ให้เป็น ‘กลยุทธ์’ ของฝั่ง HR 

อยากให้ผู้อ่านทุกคนลองจินตนาการถึงสถานการณ์ที่คุณกำลังจะได้อ่านต่อไป 

‘ณ สนามฟุตบอลแห่งหนึ่ง เราได้รวบรวมนักฟุตบอลที่เก่งกาจที่สุดในโลกมาไว้ด้วยกัน แต่ในการแข่งขันนี้ พวกเขาจะไม่มีกฎกติกา ไม่มีโค้ช ไม่เคยมีการฝึกซ้อมร่วมกันมาก่อน ทีมนี้เป็นเพียงแค่การเอาคนเก่งที่สุดมารวมตัวกัน พวกเขาได้รับคำสั่งเพียงอย่างเดียวคือ ‘ต้องชนะ’ คู่แข่งให้ได้ ’

แน่นอนว่าจากสถานการณ์ดังกล่าว ทีมนักกีฬาก็คงจะสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ในท้ายที่สุด แต่คำถามคือ ‘แล้วมันใช้ได้จริง ๆ ใช่ไหม?’ 

ลองนึกภาพของการแข่งขันจริง ๆ ที่ไม่มีกติกามาครอบ ต่อให้นักกีฬามีทักษะมากมายขนาดไหน แต่สิ่งที่ทำให้ความสามารถของพวกเขาเฉิดฉายได้มากที่สุดคือ ‘กติกา’ ลองคิดภาพว่าการแข่งขันฟุตบอลที่มีคนต่อยกัน หรือสามารถอุ้มลูกบอลวิ่งข้ามสนามแล้วโยนเข้าประตูเพื่อทำคะแนน การกระทำทั้งหมดที่ว่ามาดูจะไม่ใช่กีฬาฟุตบอล แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำผิดอะไร เพราะไม่มีกติกามากำหนด มีเพียงเป้าหมายที่บอกว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ ‘ชนะ’ 

ความสัมพันธ์ระหว่างกติกาและนักกีฬาก็เปรียบเสมือนวัฒนธรรมองค์กรและพนักงาน  วัฒนธรรมองค์กรที่ดีไม่ใช่แค่การทำให้พนักงานมีความสุขเพียงอย่างเดียว หรือมาจากตัวย่อหรือคำขวัญบางอย่าง แต่ต้องสะท้อนถึง ‘การกระทำ’ ที่องค์กรคาดหวังให้พนักงานปฏิบัติตามเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กร 

กีฬาฟุตบอลไม่อาจเป็นกีฬาฟุตบอลได้ถ้าไม่มีกติกา
องค์กรที่สำเร็จก็ไม่อาจเป็นองค์กรที่สำเร็จได้ถ้าไม่มีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง

ดังนั้น HR ควรจะเป็นตัวละครสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ไม่ใช่เพียงแค่เป็นผู้ปฏิบัติตามเท่านั้น HR ต้องพร้อมเป็นตัวกลางหรือสะพานระหว่างเป้าหมายทางธุรกิจและพนักงานภายในองค์กร เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงและเป้าหมายขององค์กรนั้นประสบผลสำเร็จ 

🌟 สรุปสิ่งที่ HR ต้องรู้จากงาน L&D Forum 2024 โดย PMAT 

จากงาน L&D Forum 2024 โดย PMAT จะเห็นได้ว่าการมาถึงของ Technology ทำให้เกิดการ Disruption ครั้งใหญ่ ไม่ใช่เพียงแค่ฝั่งธุรกิจเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่รวมไปถึงฝั่งของ HR ที่ต้องเตรียมการพัฒนาคนให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะในปัจจุบันหรือในอนาคต

HR ต้องปรับเปลี่ยน Mindset และบทบาทของการเป็น HR ให้กลายเป็น Business Partner สามารถสร้างกลยุทธ์ธุรกิจด้านคน พร้อมสร้างความเข้าใจด้านการพัฒนาและลงทุนในคนให้กับผู้บริหารอีกด้วย นอกจากนี้แล้ววัฒนธรรมองค์กรยังเป็นเครื่องมือสำคัญของ HR ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดขึ้นจริงภายในองค์กรอีกด้วย

Update ความรู้จาก Disrupt ได้ที่ช่องทาง